Review เบื้องต้น Yamaha MX49/61 โดย Lycoolthai

วันนี้ไปเดิน siam paragon ตอนแรกว่าจะไปเดินดูพู่กันกับสีสเปรย์พ่นรถธรรมดา
เดินไปเดินมา อ่าวเฮ้ย หลง มา ศูนย์ Yamaha เฉ๊ย ! ฮ่า ฮ่า ก็ เอาว๊ะ ว่าจะลอง MX อยู่นานละ งั้นเอาซะเลยละกัน

เข้ามาเจอพี่เซลคนเดิม ใจดีเหมือนเดิม พูดภาษาอังกฤษคล่องดี ก็จัดแจงต่อลำโพงให้ผมได้ลอง MX49 ที่เหลืออยู่ตัวเดียว โอเค 49 ก็ได้ฟ่ะ

หน้าตาก็ประมาณนี้ ครั้งนี้ไม่ได้ถ่ายรูปอะไรมาเลย เพราะไปแอบซุ่มเล่น ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวลองของ เลยไม่อยากทำอะไรประเจิดประเจ้อ ฮ่า ฮ่า เอารูปในเว็บดูๆไปก่อง

มันแทบจะเป็น Keyboard รุ่นเล็กที่ดีที่สุดเลยทีเดียว !

สำหรับหน้าตา ผมถือว่า โอเคเลย รับได้ ไม่น่าเกลียดอะไร แม้จะมี จอที่เล็กกระปิ๋วไปหน่อย แต่ก็ใช้ได้ ที่สำคัญคือ เฮ้ยยยย มันใช้ง่ายมากเลยว้อยยยยยยย 5555 มันใช้ง่ายอย่างเหลือเชื่อ โดยเฉพาะสำหรับมนุษย์ Korg User อย่างผม ถือว่าเป็นอะไรที่ โอ้วววว ยอดเยี่ยมเพราะ Korg มันจะซับซ้อนกว่า (ไม่รู้จะทำให้ซับซ้อนทำไมเหมือนกัน)
 
 

Yamaha MX49/61 เหมาะกับใครมั่ง?

  

mx 49 คีย์บอร์ด หน้าตาดูดีเลย

สำหรับ Yamaha mx49 หรือ 61 ก็แล้วแต่ ถือเป็น New Entry Synthesizer ที่มาฮอตๆมากช่วงต้นปี 2013 นี้ เป็นคีย์บอร์ดที่จัดอยู่ในกลุ่ม มืออาชีพระดับเบื้องต้น !? มันเป็นยังไงฟ่ะ? เอาเป็นว่า คร่าวๆในตลาดหรือใน segment ของพวกเรามือคีย์บอร์ด มือ synthesizer มือ workstation มือเปียโน มือเป็นระวิง งิ้งๆ ทั้งหลาย เราจะมีคีย์บอร์ด Synthesizer ให้เล่นอยู่คร่าวๆ 3 group ด้วยกันคือ
 

1. Beginner Keyboard – กลุ่มคีย์บอร์ดสำหรับคนที่เริ่มเล่นใหม่ๆ เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ

หรือเพื่อใช้ในการทำงานจริง คีย์บอร์ดกลุ่มนี้จะมีเสียงในการใช้งานครบถ้วน ครอบคลุม เพื่อให้สำหรับนักดนตรี หรือคนที่ทำซาวน์ ทำดนตรีประกอบรายการ โฆษณา หรือแม้แต่ใช้สร้างสรรค์ผลงานเป็นงานอดิเรก คีย์บอร์ดกลุ่มนี้จะราคาไม่แพง อยู่ระหว่าง 15,000 – 30,000 บาท โดยที่จะมีระบบการใช้งานที่เสมือนกับที่ Professional ใช้งานจริงๆทุกประการ เช่น การ Layer เสียง, Sprit เสียง, Routing FX ต่างๆ, ผสมเสียง, การใช้ Arpeggiator เป็นต้น ซึ่งที่ว่ามา บางคนใช้ทุกสรรพสิ่ง บางคนใช้ไม่กี่อย่าง ก็ว่ากันไปตามแต่งานใครเป็นแบบไหน เพียงแต่ว่า Beginner Keyboard นั้น จะทำงานได้ “ไม่เทียบเท่า” กับ คีย์บอร์ดรุ่นใหญ่เค้าทำได้ เช่น ใส่ FX ได้ตัวเดี๊ยะ หรือสองตัว รุ่นใหญ่ใส่ได้ 5 ตัว, เสียง Wave Form ที่ใช้ มีความสมจริงไม่เท่ารุ่นใหญ่ หรือมี Velocity Switching ที่น้อยกว่า Layer เสียงได้น้อย มันก็เลยไม่สมจริงเท่า เป็นต้น … เอ๊าคุณ ถ้ามันทำได้เท่ารุ่นใหญ่ ราคามันจะเท่านี้ได้ไง ทางผู้ผลิตเค้าต้องแบ่ง segment ไว้แล้วว่าอะไรยังไง แต่อย่างไรก็ดี ผมขอยืนยันไว้เลยว่า Beginner Keyboard “ไม่ใช่ของห่วยแตก” ครับ แค่เป็นของที่โดน Limit ความสามารถไว้เฉยๆ และสามารถใช้มันทำงานเป็นเรื่องเป็นราวได้

keyboard ในกลุ่มนี้ได้แก่ Yamaha mx49/61, Korg Kross, Korg X50, Roland Juno Di เป็นต้น
 

2. Semi Pro Keyboard – เกือบโปร เพิ่มดาบ เพิ่มธนู เพิ่มเกราะ แต่ยังไม่มีสูตรอมตะ

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความสามารถแทบจะทุกอย่างจากรุ่น Top Line ในค่ายของตัวเองออกมา ไม่ว่าจะเป็น Engine ที่ให้กำเนิดเสียง, Wave Rom เสียง, FX โคตรมหากาพ ยิ่งใหญ่อลังการณ์ แต่ก็เช่นกัน ก็จะถูก Limit ไว้ให้ไม่เท่ารุ่น Top อยู่ดี แต่ Semi Pro กับ Beginner จะมีความห่างชั้นทั้งด้านการใช้งาน และคุณภาพของเสียง ค่อนข้างเยอะมากพอสมควรครับ คือบางทีมีเจ้าคีย์บอร์ดรุ่นนี้เพียงแค่ตัวเดียว สามารถจบงานได้ในตัวของมันเองเลยก็มี หรือใช้มันเยี่ยง sound module เพื่อไว้จบงานเพลงโฆษณาได้อย่างสวยงาม สิ่งที่จะมีเพิ่มจาก Beginner Keyboard ขึ้นมาก็จะเป็นพวก Pattern Arpeggiator ที่มากขึ้น บางรุ่นสร้าง Pattern เองได้เลย , Routing FX ที่เยอะขึ้น ตัวอย่างเช่น Korg Krome ที่นอกจากใส่ Master FX ได้ 2 ตัวแล้ว ยังใส่ Insert FX ได้อีก 5 ตัว โอ้วพระเจ้า ลองนึกภาพ เปียโนไฟฟ้า ที่มันมีเสียงทะแวง (ใส่ Flanger ) ที่ผ่านตู้ Cabinet กีต้าจำลอง บวกกับ Delay แบบ Pan  L R อัตโนมัติ ดูซิครับ … ที่พูดมาผ่าน FX กี่ตัวแล้วนี่ -*- บางคนบอก “ชั้นไม่เห็นจะสนใจเลยว่ามันจะผ่านอะไร” ให้เสียงมันเพราะๆก็พอแล้ว ผมก็บอก “เอ๊า เรื่องของเมิงซิ๊ ก็ผมใช้ขนาดนี้ ผมสร้างสรรค์เสียงแปลกๆ ผมก็ต้องใช้ขนาดนี้แหละ ผมชอบอะไรลึกซึ้ง รู้อะไรก็ต้องรู้ลึกๆ เวลาสร้างอะไรขึ้นมาเองมันจะได้เข้าใจ รู้ซึ้ง” ซึ่งตรงนี้ เราก็ไม่ว่ากัน แล้วแต่การใช้งานครับ

นอกจากนี้ อาจจะมี Function สำหรับการเล่นเพิ่มขึ้นเช่น Sequencer Mode เอาไว้ให้เราเขียน Line ในสิ่งที่เราไม่สามารถเล่นเองได้ทั้งหมดคนเดียว เพิ่มเติมลงไป ก็จะทำให้วงดูแน่นขึ้นมากครับ ซึ่งมือคีย์บอร์ดบางคนเขียน Sequence เก่งมาก จนถึงขนาดเขียนได้ทุก Line เลย ถึงเวลาเล่นจริง ก็เปิดมันทุก Line เลย ตอนอยู่บนเวทีก็ทำท่าปิ้งปลาไป ก็มี ก็แล้วแต่ความชอบครับ เขียนเยอะ มันเหนื่อย แต่เหนื่อนทีเดียวไม่ต้องเล่นอีกเลย แต่ถ้าเขียนไม่เยอะ ก็เล่นบาง line ไป อันนี้แล้วแต่ความใคร่เลย ส่วนผม… ไม่เขียน เล่นสดทุกอย่าง เพราะเขียนอ่ะ เหนื่อย ฮ่าๆๆ

Keyboard ในกลุ่มนี้ได้แก่ Yamaha Mox6, Korg Krome, Korg M50, Korg Karma,Korg TR,Korg Triton ต่างๆ,Roland Juno Gi,G,Stage, ราคาอยู่ราวๆ 30,000 – 80,000 บาท
 

3.Professional Keyboard – สำหรับมืออาชีพโดยแท้จริง (ที่มีเด็กยกเครื่อง -*-)
ใช่แล้วครับ รุ่นพวกนี้เราจะเห็นได้ตามคอนเสิร์ตใหญ่โตทั้งในและนอกประเทศ เป็นรุ่นที่มืออาชีพใช้กันทั้งนั้น ทั้งงาน Live และ งาน Studio ครับ ทุกค่ายจะประเคนเทคโนโลยีที่จ๊าบที่สุดของตัวเองเท่าที่จะคิดได้ ณ เวลานั้น ใส่มาในไอ้กล่องเล็กมีลิ่มๆให้กดนี่ ถ้าเปรียบกับสงครามก็คือ ถ้าไอ้พวกค่ายเครื่องดนตรีเอารุ่น Top Line มาทำสงครามกัน เราต้องมีโลกถึง 5 โลกด้วยกันถึงจะเพียงพอรองรับความเสียหายจากสงครามนี้ได้ (อันนี้ผมก็บ้าไป) มีทุกอย่าง ความเหมือนจริง ความลึกของการใช้งาน

นอกจากความสุดยอดที่มากับมันแล้ว มันยังมาพร้องกับ “น้ำหนัก” มหาศาลอีกด้วย น้ำหนักส่วนมากจะเริ่มที่ 12 กิโลกรัม จนถึง 20 ปลายๆก็มี ฉะนั้น ถ้าคุณเป็นคนที่อยู่ห้องพักชั้น 4 ไม่มีลิฟท์ และต้องแบกคีย์บอร์ดขึ้นลงทุกวันด้วยตัวเองแล้วละก็ มันอาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับคุณนัก แม้มันจะมีเสียงที่สุดโคตรแล้วก็ตาม

Keyboard ในกลุ่มนี้ได้แก่ Yamaha Motif ES,XS,XF Series (เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกมาก พบได้บ่อยจนเบื่อขี้หน้า เสียงยอดเยี่ยมกระเทียมดอง), Korg M3 (ยังไม่ถึงกับตัว Top แต่ก็ถูกใช้ในคอนเสิร์ตระดับโลกอย่าง This is it ของ Michael Jackson ละว้า … ใช้ปุ๊บตายเลย -*-), Korg Kronos (ตัว Top ของ Korg โดยแท้จริง M3 เป็น 1 ใน 7 หรือ 9 Engine ของ Kronos เท่านั้นเอง), Roland Jupiter 80/50 (ด้วย Technology Super Natural ที่ Roland มี แทบไม่มีอะไรกินลงได้เลย Roland มี Syn ที่เสียงเป็นเอกลักษณ์และสร้างจินตนาการดีมากอยู่ แต่ไม่ถูกพบว่ามีการใช้ Roland ในคอนเสิร์ตต่างประเทศเยอะนัก เท่าที่ผมเห็นมี Owl City ใช้อยู่ มือคีย์บอร์ดน่าปาด เอ๊ย ! น่ารักมาก) ราคาก็ 80,000 – 200,000 ราคาโหดเหลือเกิน แต่เชื่อเถอะ ประเทศไทยไม่มีคนจนหรอก มีผมคนเดียวนี่แหละ T_T

วกกลับมาที่ MX49 ถือเป็นรุ่นบ๊วยสุด ก็เหมาะสำหรับคนหัดเริ่มเล่น synthesizer ครับ ตัวนี้ออกงาน ไปวัดไปวาได้ไม่อายใคร และที่สำคัญใช้ง่ายไม่ซับซ้อน ฉะนั้นก็ถ้าอยากหันมาเล่นคีย์บอร์ดดู ตัวนี้น่าสนๆ ราคาเห็นแปะอยู่ 26,000 บาท ไม่รู้ลดได้อีกหรือเปล่า

 

เสียงมันเป็นไง

  

MX49 มีการแบ่งเสียงเป็น Categories ไว้อย่างเข้าใจง่ายทางด้านขวามือ ทำให้เข้าถึงเสียงได้อย่างง่ายดาย และที่สำคัญสมมุติว่า เราเลือกเสียงเปียโน 002 Bright Piano ไว้ พอไปเลือก categories organ เล่นเสียง 015 Jazz Organ พอกลับมากด Piano ก็จะยังคงเสียง 002 ไว้ ไม่เด้งกลับไป 001 ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีมากครับ และมีปุ่ม Layer กับ Sprit ไว้ด้านบน เอาไว้แบ่งเสียง เช่น Layer Piano + String หรือ Sprit Bass+ Piano ได้เลย มันยอดมากจริงๆ ไม่ต้องเข้าไปกดอะไรลึกๆหลายขึ้นเหมือนพวก semi-pro keyboard ขึ้นไป

ปุ่มกด แบ่ง Categories ชัดเจน เล่นง่าย

 

Piano : สิ่งที่ผมหวาดกลัวที่สุดก็คือ เสียงเปียโน เพราะใน line นี้ส่วนมากเสียงเปียโนจะ “ห่วย shit” แทบทั้งนั้น ด้วยความที่ sampler มันมีได้ไม่เยอะ และอะไรๆหลายๆอย่าง ซึ่งผมก็ต้องแปลกใจ เพราะ MX ตัวนี้เสียงเปียโน “พอไปวัดไปวาได้” คือ ไม่ได้ Quality ดิ่งนรกเหมือนค่ายอื่นๆเท่าไรนัก แต่ก็ถือว่า drop มาพอสมควร แต่มันดีตรงมันมี preset เสียงให้เลือกเยอะหลายเสียงเหมือนกันครับ และผมลองเกือบหมด ก็ถือว่าเฮ้ย ยอดว่ะ ออกงานได้ ลองทั้งย่านเสียงสูง และกด octave down ลงมาย่านเสียงต่ำด้วย ถือว่าเล่นได้ครอบคลุมหมด ผมแทบจะกล้าพูดได้เลยว่า ใน beginner keyboard นั้น MX49 มีเสียง A.Piano ที่ดีที่สุดแล้ว (ยังไม่ได้ลอง Kross นะ) ณ ขณะนี้ เสียงก็ยังคง style yamaha เหมือนเดิมคือ หล่อ ผู้ดี ใส กังวาล ครับ หาเสียง dark เล่นยากมาก

Keyboard : กลุ่ม E.Piano จะอยู่ใน Category นี้ แต่ ผมคิดว่า E. Piano ของ Yamaha MX49 นั้น drop Quality มากจริงๆ … ครับ มันก็ไม่น่าจะแปลกเพราะเครื่องดนตรีกลุ่มนี้ค่อนข้างพึ่งพากำลังของ FX พอสมควรครับ พอมาเป็นรุ่นเล็ก FX คงใส่ได้ไม่เต็มที่ ฉะนั้นเสียงก็น่าจะ drop เยอะเป็นธรรมดา แต่ผมก็ยังคิดว่า มันก็ยังดีเพียงพอสำหรับการเล่นออกงานกลางคืน และใช้ทำเพลงได้อยู่ครับ แต่ถ้าใน Line นี้ E.Piano ผมจะชอบของทาง Korg X50 เสียมากกว่า อาจเพราะ FX ของทาง Korg นั้นดีกว่าก็เป็นได้

Organ : อืม… เพราะนะ เพราะแบบ เออ ไม่น่าเชื่อวุ้ย organ ของ yamaha หวานได้ที่เลยทีเดียว แม้จะเป็นเสียงที่ต้องการความโหด ก็ยังซ่อนหวานไว้อยู่ดี ซึ่ง ผมชอบนะ มันเข้ากับหน้าตาผมดี อร๊ายยย เขิล ที่สำคัญมัน practical ดี ใช้งานได้จริง และคอนโทรลง่ายด้วย Mod Wheel ซึ่งถูก assign ให้สั่น Rotary เองอยู่แล้ว แล้่วพอสั่นแล้ว เออ เพราะเลยฟ่ะ เป็น Organ ที่หาไม่ได้ใน Korg หรือ Roland เองก็เถอะ ของ Korg จะมีความ โหดเหี้ยม ผสมอยู่ แม้ในเสียงที่ต้องหวาน มันก็ยังโหด ส่วนใน Roland … ใช้ยากว้อยยยยยย ไม่ชอบเอาซะเลย ใช้ยากจริงๆ แต่เสียงก็จะมี charactor ในแบบ Roland อยู่ ฉะนั้นข้อนี้ ผมถือว่า ยอดเยี่ยมครับ

Guitar : … สั้นๆ ” Real shit on earth” อย่าไปมีความคาดหวังกับเครื่องดนตรี Acoustic ที่ต้องการความเหมือนจริงจาก Wave Rom มากๆ กับ Beginner Keyboard ครับ

String : อันนี้ส่วนตัวเลยนะครับ เพราะใช้เวลาลองมันนานพอๆกับ A.Piano และ Organ ต้องขอบอกว่า มันฟัง ไม่เหมือนจริง เท่าไรเลย มันเหมือนเอาพวก เสียงที่เป็น sine wave พื้นฐานมาทำให้มี Charactor String ยังไงไม่รู้แฮะ และการวาง category ก็แปลกคือ เอาพวก solo ขึ้นมาก่อน แล้วเอาพวก section ไปไว้หลังๆครับ แปลกดี แต่ที่สำคัญคือ มันฟัง “ไม่เหมือน” ครับ … แต่คำว่าไม่เหมือน ไม่ได้แปลว่าไม่ดีนะครับ ในเพลงพวก Chillout หรือ EDM มีการใช้ String ปลอมๆแต่เท่ๆมีเยอะมากครับ ฉะนั้น มันไม่อยู่ที่เสียงครับ มันอยู่ที่ความเก๋าส่วนบุคคล แต่ด้วยประสบการณ์ผม ผมให้ทาง X50 ดีกว่าครับ แม้จะมีปริมาณน้อยกว่าก็ตาม … เอาเป็นว่า พอใช้งานได้ครับ ไม่ถึงกับเน่า

Brass : เอ่อ โทษครับพี่ นี่เครื่องเป่าหรือผ้าอนามัยแบบกลางคืนครับ? บางไป๊ วู้ คล้ายๆกับ String ครับ แต่มีความบางเป็นที่ตั้ง โหบางมากจริงๆ ผมไม่ชอบเลยครับ แต่ไม่รู้ว่าเล่นกับวงมันอาจจะทะลุทะลวงได้ออกมาก็ได้นะ เอาเป็นว่า Brass ยังไม่เท่เอาซะเลย

Sax/Woodwind : ไม่ได้ลองครับ ลองไม่ทัน อันนี้ข้ามเลย เป็นกลุ่มที่ผมให้ความสำคัญน้อยมาก เพราะเป็นเครื่องที่เล่นให้เหมือนเครื่องจริงยากคอดๆ ต่อให้เล่นได้เหมือน ก็ดูไม่เท่ เพราะคนไม่รู้ว่าเล่น ฮ่าๆ

Syn Lead : อันนี้ซิตัวจ๊าบโดยแท้จริง ผมไม่นึกว่าจะได้ยินเสียง syn เท่ๆจากมันเลย แต่พอได้ลองแล้ว เฮ้ย เจ๋งมากเลย ความพุ่ง ความดุ มีครบหมด ไม่คิดว่าจะได้ยินอะไรพรรค์นี้จาก Yamaha ได้เหมือนกัน นับว่าเป็นสิ่งที่เหนือคาด และเสียงก็มีมวล มี character ที่เท่ๆเยอะ เรียกได้ว่า เอาไปใช้ได้เลย แบบไม่ต้อง edit อะไรนัก และ synth ที่เป็นกลุ่ม sine wave ที่นิยมใช้กับพวกเพลง R&B ก็ถือว่ายังทำได้ดีอยู่ครับ เอาเป็นว่า กลุ่มนี้ไม่ผิดหวังครับ

Pad : โอ้ อันนี้ ผมว่าดีกว่าที่ Roland มี แต่ยังด้วยกว่า Korg อยู่ แต่มีข้อดีตรง เค้า assign ใส่ Mod Wheel มาให้ได้ตรงจุด ผมชอบอันนึงชื่อ Trans Pad อะไรประมาณเนี้ย มัน assign cut off ใส่ mod wheel มา เอาไว้ sweep ได้ sound เท่ๆได้ง่ายๆเลย ก็ยังถือว่าเจ๋งอยู่ครับ ติดตรง มันไม่โอบอุ้มเท่าที่ควร อาจจะต้องไปผสมกับอย่างอื่นเช่น E.Piano อะไรอย่างนี้ ไม่ควรใช้เดียวๆ ผีหลอก (แต่ X50 ใช้เดี่ยวๆได้ มันจะมีบาง oscillator ที่เหมือนเค้าทำไว้รองพื้นอยู่)

Syn Com : คืออะไรอ่ะ ไม่รู้จัก ไม่ได้ลองอะครับ

Chromatic Percussion : แปลก พวก Marimba และ Bell ต่างๆมาอยู่ในนี้ รวมทั้ง Steel Drum ด้วย ไม่ได้ลองมาก เอาคร่าวๆคือ Marimba แข็งนิดนึง แต่ Steel Drum เจ๋ง ส่วน Bell ต่างๆ ถือว่าบางเบาและปลายฟุ้ง ก็ถ้าใครไม่ใช้กลุ่มนี้มากไม่ต้อง serious ครับ

 

มี knob 4 อัน แต่ assign จริงๆได้แค่ สองอันนะ แต่ก็ถือว่าพอแล้ว เจ๋งแล้ว

เรื่องของลิ่มคีย์ และ ภาค Control ต่างๆ

ก็ถือว่าไม่ได้น่าเกลียดอะไรเลยสำหรับคีย์บอร์ดระดับนี้ ถ้าเทียบกับ Juno Di ผมถือว่าคีย์มีความยาวที่ได้มาตรฐานกว่า และกดได้ลึกกว่า ถ้าเทียบกับ X50 ถือว่ามีน้ำหนักที่ดีกว่าครับ
ส่วนเรื่อง Knob, Pitch Bend, Mod Wheel ก็ถือว่ามีมาให้ครบถ้วนดี แต่ผมติเรื่องนึงคือ Pitch Bend นั้นมันเด้งคืนที่ช้าเกินไปครับ เล่น syn ได้ไม่มันส์แน่ๆ แต่ที่ดีมากๆๆๆๆๆ เลยคือ แยกปุ่ม transpose กับ octave ออกจากกัน โอ้ว นั้นนี้แหละเจ๋งมาก ซึ่งปุ่ม octave นี่ ถ้ากด down 2 ที มันจะลงให้ -2 octave เป็นอะไรที่ดีมากจริงๆ เป็นสิ่งที่ทำให้ 49 คีย์ไม่ดูน้อยเกินไปเลยสำหรับผม ซึ่ง Korg ทำตรงนี้มาได้ไม่ดีเลย ทำเป็น SW 1 SW 2 จะลง 2 octave กดกึ๊ก กึ๊ก ไม่ได้ ต้องเข้าไปในหน้าลึกๆ เสียเวลาอย่างมาก
อย่างไรก็ดีเรื่องพวกนี้ต้องมีระยะเวลาการลองการใช้งานที่นานกว่านี้ ถึงจะรู้ feeling จริงๆ ฉะนั้นก็ อย่าไปถือเป็นสาระมากครับ

ที่เหลือไม่ได้ลองเลยครับ หมดเวลาเสียก่อน เอาเป็นว่า ถ้าให้คะแนนใน Beginner Line เหมือนกัน ผมให้…. …. ผมไม่ให้คะแนนหรอก ผมไม่ใช่พวกชอบตัดสินอะไรด้วย Norm ตัวเองแล้วไปเที่ยวบอกชาวบ้านว่าอันนี้มันต้องเป็นงี้ๆๆนะ (แล้วเจือกมา Review Keyboard เค้าเสียๆหายๆ 555) แต่เอาเป็นว่า ถ้าเป็นผม มีเงินไม่เกิน 30,000 บาท ต้องการคีย์บอร์ดไว้ใช้เล่นดนตรี ผมก็จะ…. เก็บเงินไว้ก่อน ไว้รอลอง Kross ให้แน่ใจก่อน ค่อยตัดสินใจ 5555 เงิน 26,000 บาทไม่ใช่น้อยๆนะครับ ทำอะไรต้องคิดเยอะๆ

ขอให้มีความสุขกับเสียงเพลง สวัสดีครับ

Ps. ขอขอบคุณรูปสวยๆจาก

– http://www.keymusic.com/en/product/Yamaha-MX49
– http://icon.jp/archives/3609

Leave a Reply